การพัฒนาต้นแบบการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์เพื่อการพึ่งพาตนเองในชุมชน กรณีศึกษา หมู่บ้านเทพประทาน จังหวัดนครนายก
คำสำคัญ:
น้ำหมักชีวภาพ, ระบบสมาร์ทฟาร์ม, ความคุ้มทุนทางด้านเศรษฐศาสตร์บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้คือ1.เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการปลูกผักไฮโดโปนิกส์ในชุมชนโดยเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีความทันสมัยเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ด้านการผลิตอย่างยั่งยืน 2. เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการปลูกผักไฮโลโพนิกส์ระหว่างระบบน้ำนิ่มแบบดั้งเดิมกับระบบNFT ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยี IOTวิธีการศึกษาประกอบด้วย1. หาสูตรน้ำหมักชีวภาพที่ดีที่สุดโดยการทดลองกับระบบน้ำนิ่งแบบดั้งเดิม2. กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและการทบทวนวรรณกรรมย้อนหลัง 5 ปี เพื่อหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมต่อชุมชน 3.เลือกระบบการควบคุมอัตโนมัติและระบบการปลูกแบบNFTในการปลูกผักไฮโดโปดิกในชุมชนเทพประทานจังหวัดนครนายก4.ทำการวิเคราะห์ค่าไนเตรต จากนั้นกระบวนการวิจัยสุดท้ายก็จะเป็นการเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการปลูกผักแบบดั้งเดิมคือระบบน้ำนิ่งกับระบบใหม่ที่ได้พัฒนาเป็นต้นแบบและออกแบบมา
ผลการวิจัยพบว่าสูตรหมักชีวภาพที่ดีที่สุดคือน้ำหมักชีวภาพจากปลาซึ่งจากการวิเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของผักพบว่ามีค่าใกล้เคียงกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จากนั้นได้เลือกระบบการปลูกผักแบบ NFT ที่มีการควบคุมแบบอัตโนมัติทำการปลูกผักโดยใช้สูตรอาหารร่วมระหว่างธาตุอาหาร AB กับน้ำหมักชีวภาพ จากเศษปลาพบว่าผักกาดหอมกรีนคอสที่ปลูกมีการ เจริญเติบโตที่ดีและผักที่ได้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและมีค่าไนเทรตตกค้างไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด (มาตรฐานEU) เมื่อวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ ต่อรอบการปลูกพื้นที่ 1 ตารางเมตร พบว่า ระบบการปลูกที่มีการควบคุมอัตโนมัติมีผลผลิตเท่ากับ 4.5 กก/ตร.ม.มีรายได้ต่อรอบเท่ากับ 450 บาท, ผลตอบแทนการลงทุนเท่ากับ -74.28 %,จุดคุ้มทุนในรอบที่ 4-5 และความคงที่ของคุณภาพผลผลิตสูง ในขณะที่ ระบบการปลูกแบบดั้งเดิม(น้ำนิ่ง)มีผลผลิตเท่ากับ 3.6 กก/ตร.ม.มีรายได้ต่อรอบเท่ากับ 360 บาท, ผลตอบแทนการลงทุนเท่ากับ -60 %,จุดคุ้มทุนในรอบที่ 6-7 และความคงที่ของคุณภาพปานกลาง จากการวิเคราะห์พบว่า ระบบอัตโนมัติ มีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าแต่ให้ผลผลิตที่มากกว่าและมีความมั่งคงทั้งทางด้านการดูแลรักษาและการคุณภาพของผักที่ปลูก ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปลูกผักไฮดรโปนิกส์นอกจากนี้แล้วยังช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านการเกษตรมากขึ้นอันส่งผลต่อการพึ่งพาตนเองได้ ในอนาคต
